ทำไม “พันธบัตร” และ “หุ้นกู้” ถึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ?

ลงทุนตราสารหนี้

ลงทุนอย่างไรให้รอดในยุคที่ผันผวน? ทำไม “พันธบัตร” และ “หุ้นกู้” ถึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ?

พร้อมวิธีวิเคราะห์และคำนวณผลตอบแทนอย่างมืออาชีพ

ในภาวะที่เศรษฐกิจทั่วโลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งสงครามการค้า ภูมิรัฐศาสตร์ และนโยบายดอกเบี้ยของแต่ละประเทศ

การลงทุนที่เน้นความมั่นคงอย่าง พันธบัตร (Bonds) และ หุ้นกู้ (Debentures) จึงกลับมาได้รับความสนใจอย่างมาก

แต่การลงทุนในตราสารหนี้เหล่านี้ไม่ใช่แค่ “ซื้อตามดอกเบี้ยที่สูง” เท่านั้น นักลงทุนนั้นควรรู้จัก

“อ่านให้เป็น วิเคราะห์ให้ได้ และคำนวณผลตอบแทนให้แม่น”

ลงทุนเสี่ยงต่ำ
ลงทุนเน้นรักษาเงินต้นในภาวะผันผวน

  1. วิธีอ่านพันธบัตร/หุ้นกู้: เข้าใจโค้ดเพื่อไม่พลาดสิ่งสำคัญ

พันธบัตรหรือหุ้นกู้แต่ละตัวจะมี “ชื่อรหัส” เช่น

BBL253A หรือ SCB30DA

> ตัวอย่าง: BBL253A

BBL = ผู้ออกพันธบัตร (ธนาคารกรุงเทพ)

25 = ปีที่พันธบัตรครบกำหนด (พ.ศ. 2568)

3A = ครบกำหนดเดือนมีนาคม (3) กลางเดือน (A = 15)

> ตัวอย่าง: SCB30DA

30 = ครบกำหนดปี 2573

D = เดือนธันวาคม (D = 12)

A = ต้นเดือน (1-15)

โค้ดเหล่านี้ช่วยให้นักลงทุนทราบอายุของตราสารและกำหนดชำระคืนเงินต้น

  1. วิธีวิเคราะห์พันธบัตรและหุ้นกู้ นอกจากดอกเบี้ย

ดอกเบี้ยไม่ใช่ทุกอย่าง สิ่งที่ควรพิจารณาเพิ่มเติมมีดังนี้:

2.1 ความน่าเชื่อถือของผู้ออก (Issuer Creditworthiness)

ต้องดูว่าองค์กรนั้นแข็งแกร่งแค่ไหน จ่ายดอกเบี้ยสม่ำเสมอหรือไม่ มีความสามารถในการชำระหนี้หรือไม่

2.2 สภาพคล่องของตราสาร

หุ้นกู้บางตัวไม่มีตลาดรอง (Secondary Market) อาจขายคืนไม่ได้ง่าย หากต้องการเงินด่วน

2.3 อายุของตราสาร

ตราสารที่อายุยาวกว่า มักจะให้ผลตอบแทนสูงกว่า แต่ก็มีความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น

2.4 เงื่อนไขพิเศษ

เช่น Callable (ผู้ออกสามารถไถ่ถอนก่อนกำหนด) หรือ Subordinated (มีสิทธิ์รับชำระหนี้ช้ากว่าหนี้ประเภทอื่น)

  1. วิธีคำนวณผลตอบแทนจากพันธบัตร/หุ้นกู้ (Yield)

3.1 Yield to Maturity (YTM)

เป็นผลตอบแทนที่แท้จริงหากถือจนครบกำหนด

สูตรพื้นฐาน:

> YTM ≈ (C + (F – P) / N ) / ((F + P) / 2)

C = ดอกเบี้ยรายปี

F = มูลค่าที่ได้รับคืนเมื่อครบกำหนด (Face value)

P = ราคาที่ซื้อ

N = จำนวนปีที่ถือจนครบ

ตัวอย่าง:

ซื้อหุ้นกู้มูลค่า 1,000 บาท ในราคา 950 บาท ได้ดอกเบี้ยปีละ 50 บาท อายุ 3 ปี

> YTM ≈ (50 + (1,000 – 950) / 3 ) / ((1,000 + 950) / 2)

= (50 + 16.67) / 975 ≈ 6.85% ต่อปี

  1. เครดิตเรตติ้งคืออะไร และควรเลือกอย่างไร?

เครดิตเรตติ้งสะท้อนความน่าเชื่อถือของผู้ออกตราสาร โดยจัดทำโดยบริษัทจัดอันดับเครดิต เช่น:

TRIS Rating (ไทย)

Fitch Ratings

Moody’s / S&P (ต่างประเทศ)

ตัวอย่างอันดับ:

AAA / Aaa = ดีมาก เสี่ยงต่ำ

AA / Aa = ดี

A = ปานกลาง มีความเสี่ยงบางอย่าง

BBB = เริ่มมีความเสี่ยง

BB ลงไป = ความเสี่ยงสูง (Speculative)

คำแนะนำ: ควรเลือกลงทุนในหุ้นกู้ที่มีเรตติ้งตั้งแต่ BBB ขึ้นไป หากคุณเน้นความปลอดภัย

  1. ศึกษาพื้นฐานบริษัทจากที่ไหน?

หนังสือชี้ชวนเสนอขาย (Fact Sheet) – มีทั้งงบการเงิน เงื่อนไข และวัตถุประสงค์การออกหุ้นกู้

งบการเงินจากตลาดหลักทรัพย์ (www.set.or.th)

เรตติ้งรีพอร์ตจาก TRIS Rating (www.trisrating.com)

  1. ความเสี่ยงของหุ้นกู้ที่ควรรู้

Default Risk – บริษัทอาจไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยหรือคืนเงินต้น

Interest Rate Risk – อัตราดอกเบี้ยในตลาดเปลี่ยนแปลง ทำให้ราคาหุ้นกู้ผันผวน

Liquidity Risk – ไม่สามารถขายก่อนครบกำหนดในราคาที่เหมาะสม

Reinvestment Risk – ดอกเบี้ยที่ได้รับอาจไม่สามารถนำไปลงทุนต่อในอัตราที่เท่าเดิม

สรุป

การลงทุนในพันธบัตรและหุ้นกู้ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้อง “อ่านให้ขาด วิเคราะห์ให้ลึก และคำนวณให้เป็น” จึงจะสามารถวางแผนพอร์ตการลงทุนที่มีความมั่นคง สร้างรายได้สม่ำเสมอ และอยู่รอดได้ในทุกสถานการณ์

WERICH GROUP เรามีบริการวางแผนการลงทุนในตราสารหนี้ที่หลากหลาย ทั้งในตลาดแรกและตลาดรอง จากพันธมิตรที่เชี่ยวชาญระดับโลก   ท่านใดสนใจ  เรายินดีให้คำปรึกษาสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  https://lin.ee/hBu28ld

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *